Features | Diplomacy

แทงบอล o u: The Modern China-Russia-US Triangle

ผล ลอตเตอรี่ 16 ธันวาคม 62,โดยปัจจัยที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตนั้น มาจากราคาน้ำมันที่ถูกลง รวมทั้งสกุลเงินยูโรที่อ่อนค่าซึ่งจะช่วยกระตุ้นการส่งออก และกำไรภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจจะได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติมบล.เคทีบี(ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (4 มิ.ย.)ว่า แนะนำ ซื้อ EPG ราคาเป้าหมาย 11.30 บาท/หุ้น โดยคาดว่าการซื้อกิจการ TJM ซึ่งเป็นร้านค้าจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับรถ 4WD โดยมีสาขา 58 แห่งในออสเตรเลีย จะช่วยให้ ARK สามารถเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วออสเตรเลีย โดย ARK จะเข้าไปร่วมสนับสนุนในด้านการผลิตให้กับ TJM ในกลุ่มสินค้ารถกระบะและ SUV จะทำให้ TJM มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นยอดขายดีขึ้นและ ARK ก็ได้ประโยชน์จากกำลังการผลิตที่มากขึ้นและอัตรากำไรที่ดีขึ้นจากการเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกและส่งผลให้ Call DW ปรับตัวขึ้นตาม ตัวอย่าง DW28 ที่เกี่ยวข้อง เข่น S5028C1506A +10.0% ส่วน DW บนหุ้นรายตัว เช่น KBAN28C1510A +9.5% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +2.1% ITD28C1509A +8.9% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +3.1% และ ADVA28C1510A +2.4% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +0.9%" มีความเป็นไปได้ทั้งฟื้นตัวเลยและลงต่อ ความเป็นไปได้ของการที่กรีซจะขอรวมหนี้ เราได้พูดถึงใน Daily view ฉบับวันที่ 2 มิ.ย.ไปแล้ว ดังนั้นความล่าช้าในข้อตกลงช่วยเหลือกรีซแม้อาจจะถ่วงตลาดในระยะสั้น แต่ตลาดอาจตีความประเด็นดังกล่าวเป็นบวก และความเสี่ยงดังกล่าวผ่อนคลายลงในช่วงสั้น เนื่องจากมีระยะเวลาสำหรับการเจรจาตกลงถึงปลายเดือน ซึ่งหากหนี้กรีซจบเร็วหรือตลาดเลือกตีความเชิงบวก เราอาจเห็นตลาดเริ่มฟื้นตัวหรือแกว่งยกกรอบขึ้นเป็น 1,490-1,510 จุด ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ เราประเมินควรเริ่มเสี่ยงซื้อในกลุ่มที่มีแนวโน้มจะแย่สุดไปแล้ว รวมทั้งถูกในเชิง valuation หรืออิงปัจจัยบวกในประเทศเป็นหลัก ซึ่งได้แก่ ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง ในขณะที่หากตลาดเหวี่ยงลง เราจะใช้จังหวะนี้ซื้อหุ้นดีรายตัวที่ Outperform ในช่วงที่ผ่านมาและน่าจะดีต่อในครึ่งปีหลัง อาทิ โรงแรม อาหาร และพลังงาน (PTT) (แนวต้าน: 1,500-1,510 // แนวรับ: 1,494)"、บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ ( 5 มิ.ย.) แนะนำ ซื้อ SAWAD ราคาเป้าหมาย 45.5 บาทต่อหุ้น คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 2/15 เท่ากับ 260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตเป็น 9.3 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และส่วนต่างของราคาสินเชื่อ (NIM) ที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนการเงินที่ลดลง โดยคาดกำไรสุทธิจะลดลงจากไตรมาส1/15ประมาณ 7% เนื่องจากปัจจัยทางฤดูกาล ซื้อ โดยมีเป้าหมายทำกำไรระยะสั้นที่ 13.00 บาท และ ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 11.10 บาท EPG ดีดบวก กูรูชี้ TJM ช่วยหนุนธุรกิจมากขึ้น-คาดกำไรปีนี้ทะลุ 100%อย่างไรก็ดี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งจะเป็นผลลบต่อ SET Index เนื่องจากแสดงให้สภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งปัจจุบันคาดการณ์ EPS ของ consensus สำหรับปี 58 อยู่ที่ 96-100.07 บาท ซึ่งหากอิงจาก EPS ที่ 96.00 บาท ดัชนีจะซื้อขายด้วย forward EPS ที่ 15.3x โดยแนวรับสองจุดอยู่ที่ 1400 จุด (forward PER ที่ 14.5x) และ 1300 จุด (forward PER 13.5x)การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงเป็นการร่วมกันกระทำการไม่ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารของ NMG โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่าฝืนพ.ร.บ.บริษัทมหาชน พ.ศ.2535 และพ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยทาง NEWS และผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประชุมและการลงมติต่างๆของการประชุมดังกล่าวตกเป็นโมฆะทั้งหมดแล้วปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดของบริษัทเปิดดำเนินงานแล้ว โดยโรงไฟฟ้าแห่งแรกเปิดดำเนินงานมากว่า 5 ปี ในขณะที่แห่งสุดท้ายเริ่มดำเนินงานในเดือนมิถุนายน 2557 สำหรับปี 2557 โรงไฟฟ้าของบริษัทมีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยที่ 78.5% โดยบริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 339.9 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง สูงกว่าปี 2556 ที่บริษัทผลิตได้ 178.7 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้น 90.3% ไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลจากการทยอยเริ่มดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในช่วงปี 2556 2557 นอกจากนี้ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ 339.9 ล้านกิโลวัตต์ในปี 2557 นั้นยังสูงกว่าประมาณการ กรณีใช้ความน่าจะเป็นที่ 50% สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตได้ P50 อยู่ 6.3% และสูงกว่าคาดการณ์กรณีใช้ความน่าจะเป็นที่ 90% P90 ถึง 13.4% โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 98.5 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2557 อยู่ 54.2% ผลการดำเนินงานของบริษัทสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในครั้งแรกสำหรับกรณี P50 อยู่ 6.8% และสูงกว่ากรณี P90 อยู่ 13.8% ซึ่งเป็นผลจากความเข้มของรังสีดวงอาทิตย์และประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซื้อ โดยมีเป้าหมายทำกำไรระยะสั้นที่ 13.00 บาท และ ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 11.10 บาท , นิกเกอิปิดเช้าลบ 89.24 จุด ตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐแต่ทั้งนี้ตลาดต่างประเทศต่างก็ติดลบกันเกือบหมด แม้แต่ตลาดในยุโรปต่างติดลบ เนื่องจากยังมีความกังวลเรื่องของกรีซจะครบกำหนดชำระหนี้ราว 300 ล้านยูโรในวันศุกร์นี้ ดังนั้นจึงต้องติดตามดูว่าจะเป็นอย่างไรBRR/12.30 ฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมแรงซื้อหนาแน่น ราคาวานนี้จึงน่าจะเป็นจุดต่ำของรอบไปแล้ว รอทดสอบแนวต้านเดิมๆ ได้ เก็งกำไร แนวรับ 12.10 แนวต้าน 13.00,13.30 cut loss 11.90 บ. สรุป SET100 (ภาคเช้า) DELTA บวกสูงสุด 3.39%กลยุทธ์การลงทุน Investment Tactic : กลยุทธ์หลักวันนี้ยังให้เน้นหุ้นส่งออก HANA, SVI, VNG, STA อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นหลายแห่งในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นสิงคโปร์ เปิดตลาดอ่อนแรงลง เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้กรีซ ในขณะที่กรีซใกล้จะครบกำหนดการจ่ายหนี้มูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในวันพรุ่งนี้,อย่างไรก็ตาม ยังมีด้านปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2558 ที่ต้องเฝ้าระมัดระวัง ได้แก่ ความไม่แน่นอนในการพื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2558 เนื่องจากแม้คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปจะเริ่มพื้นตัว แต่เศรษฐกิจของจีน และรัสเซีย ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว รวมทั้งเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีอัตราการขยายตัวในระดับต่ำและเศรษฐกิจอาเซียนที่ขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปี 2557อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบภาพรวมการลงทุน ได้แก่ สัญญาณการไหลของเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ยังคงอ่อนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดล่วงหน้า หลังนักลงทุนต่างชาติมีการสะสมสถานะขาย (Short) กว่า 70,000 สัญญาในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันตลาดจะเริ่มเป็นกังวลมากขึ้นหากการประชุมคณะรัฐมนตรีกระทรวงการคลังยุโรป ในวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ไม่มีบทสรุปการช่วยเหลือกรีซอีกครั้ง เนื่องจากในเดือนนี้ถึงกำหนดเวลาที่กรีซจะต้องชำระหนี้ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กว่า 1,600ล้านยูโรแล้ว มานิต มัสยวาณิช ตัดขายหุ้น FER เหลือถือไม่ถึง 5%。

ราคาปิด 2.64 ตัดขาดทุน 2.50ขณะที่คาดรายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 2 /58 คาดว่าจะใกล้เคียงกับไตรมาส 1/58 ที่มีกำไรสุทิอยู่ที่ 142 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท เนื่องจากบริษัทจะรับรู้รายได้จากมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่เท่านั้น โดยไม่มีงานใหม่เข้ามา ขณะที่ปัจจุบันมี Backlog ระดับ 2.37 พันล้านบาท รับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ 1.82 พันล้านบาท และอีก 552 ล้านบาทจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 59 อันดับเครดิตดังกล่าวยังคงสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่แน่นอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 36 โครงการจากการมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement PPA) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงการได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่อัตรา 8 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงจากการที่บริษัทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer VSPP) ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการพิจารณาอันดับเครดิตดังกล่าวยังคำนึงถึงประสบการณ์ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของคณะผู้บริหาร รวมถึงเทคโนโลยีแบบ Photovoltaic (PV) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ตลอดจนการเลือกใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Panel) และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) จากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงด้วย อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับสูง แนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ สะท้อนถึงความคาดหมายว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าโดยเฉลี่ยให้สูงกว่า 75% ในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะมี EBITDA อย่างน้อย 3,400-3,500 ล้านบาทต่อปีทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 2/58 มีแนวโน้มสร้างจุดสูงสุดใหม่หลังจากทำ new high ไปแล้วในไตรมาส 1/58 อิงจากงานในมือที่อยู่ระหว่างการรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 2/58 นี้ราว 350-390 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มดีขึ้นเนื่องจากงานในบริษัทลูกซึ่งมาร์จิ้นต่ำหรือขาดทุนใกล้หมดลงซึ่งมีเหลือเพียง 5 ล้านบาท เท่านั้น โดยคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 11 บาทส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ เบนซิน ออกเทน 95 ของ PTT อยู่ที่ 35.16 บาท/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกประเภทอื่นของ PTT และ BCP ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 29.40 บาท/ลิตร ,แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 28.58 บาท/ลิตร , E20 อยู่ที่ 27.18 บาท/ลิตร ,E85 อยู่ที่ 23.28 บาท/ลิตร ส่วนดีเซล คงเดิมที่ 25.99 บาท/ลิตร、สั้นๆระดับราคาได้มีความพร้อมสูงมากที่จะ Break แนวต้านที่ 1.85 บาทขึ้นไปเพื่อเป็นสัญญาณซื้อระยะสั้นๆที่จะมีแนวต้านเป้าหมายหลักที่บริเวณ 2.08 บาทเป็นอย่างน้อย ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณซื้อทางเทคนิคหลังจากเคลื่อนไหวออกด้านข้างเพื่อสร้างฐานพร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องการปรับเพิ่มอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการเปิดดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทที่ทำได้ครบทุกโครงการในปี 2557 รวมถึงผลการดำเนินงานที่ดีกว่าที่คาดการณ์ และการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยฝ่ายวิจัยชอบกลยุทธ์ของ QH เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงที่ QH อาจต้องแบกสต็อกเอาไว้ในช่วงที่อุปสงค์ชะลอตัว จึงทำมีรายได้ที่แน่นอนแล้ว 41% ในปี 2558 สำหรับรายได้ปี 2559 ยังต่ำอยู่ เนื่องจาก backlog ของโครงการแนวราบมักจะไม่ข้ามปี และรายได้ส่วนใหญ่ของ QH มาจากโครงการแนวราบสูงถึง 75% ของรายได้ทั้งหมด,บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์(4 มิ.ย.)ว่า หลักทรัพย์ใน Turnover List (บัญชี Cash Balance) คาดหลักทรัพย์ที่มีโอกาสติด Cash Balance สัปดาห์หน้า : PTG, TRUBB, PRECHAโดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าว ดำเนินการโดยบริษัท 17 อัญญวีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ,บริษัท มีเดียมาร์ค จำกัด และบริษัท เฮลท์ แพลนเน็ท เมเนจเม้นท์(ประเทศไทย) จำกัด โดยทั้ง 3 บริษัทดังกล่าว เป็น 3 ใน 4 บริษัทของกลุ่มบริษัท มิเลนเนี่ยม แอคท์ จำกัด (MIL) ที่บริษัท ซุปเปอร์โซล่าร์ เอนเนอร์ยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SUPER ได้เข้าซื้อหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ,ขณะที่ราคาหุ้น FER ณ เวลา 15.09 น. อยู่ที่ 1.71 บาท ปรับตัวขึ้น 0.14 หรือ 8.92% มูลค่าการซื้อขาย 91.06 ล้านบาทสำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าดัชนี Stoxx Europe 600 ลดลง 0.8% ปิดวานนี้ (4 มิ.ย.) ที่ 392.65 จุด,ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,987.13 จุด ลดลง 47.04 จุด หรือ -0.93%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 11,340.60 จุด ลดลง 79.02 จุด หรือ -0.69% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,859.24 จุด ลดลง 91.22 จุด หรือ -1.31%แนวรับ 10.00 บาท แนวต้าน 10.80 บาท?ส่วนทางด้าน SET50 DW นักลงทุนเทรดทั้ง Call และ Put สลับกันในระหว่างวัน ขณะที่ดัชนีหลักทรัพย์อ้างอิงเคลื่อนไหวผันผวนในแดนบวกวานนี้ ตัวอย่าง DW28 ที่ได้รับความสนใจ เช่น TRUE28C1509B, ITD28C1509A, PTT28C1510A, PTT28P1511A, S5028C1506A และ S5028P1506B เป็นต้นทั้งนี้ กรีซมีกำหนดต้องชำระคืนเงินกู้ 4 งวดแก่ IMF ในเดือนมิ.ย.โดยงวดแรกในวันที่ 5 มิ.ย.,งวดสองวันที่ 12 มิ.ย. งวดสามในวันที่ 16 มิ.ย. และงวดสุดท้ายสำหรับเดือนนี้ในวันที่ 19 มิ.ย.ตลาดน้ำมัน: สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลง ภาวะอุปทานล้นตลาดเนื่องจากคาดการณ์ว่า กลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปค) จะไม่ลดโควต้าการผลิตน้ำมันในการประชุมวันนี้อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังกังวล คือ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังคงกดดันกำลังซื้อ และการขออนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงินส่วนหนึ่ง ซึ่งอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าบริษัทอยู่ที่ระดับ 10-20%โดยตลาดมีการตอบปัจจัยบวกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบ้าง เช่น ร่างแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2558-2562 งบลงทุน 1.4 ล้านล้านบาท และมีการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ ท่าเทียบเรือชายฝั่งท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยแต่ก็ไมชัดเจนมากนัก นอกจากนี้ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กำลังพิจารณาที่จะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ NMG เพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นราคาปิด 6.05 แนวรับ 6-5.90 แนวต้าน 6.20-6.25 , 6.35-6.45 ทริสฯจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ 3,000 ลบ. “SC” ที่ระดับ BBB+/Stable ขณะที่รายได้จะมาจาก 3 ธุรกิจหลักคือ AFC (ผลิตฉนวนยาง) ARK (อุปกรณ์ชิ้นส่วนตกแต่งรถกระบะ) และ EPP (บรรจุภัณฑ์พลาสติก) ส่งผลให้คาดว่ารายได้ในปีนี้เติบโต 22.9% และกำไรสุทธิโตขึ้น 108% อันเนื่องมาจากการเติบโตของยอดขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้นจากเดิมมาก และต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ลดลงจะเริ่มส่งดีกับบริษัทในปีนี้อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลประกอบการในครึ่งปีหลังกลับมาฟื้นตัวขึ้นดีกว่าครึ่งปีแรก จากยอดคำสั่งผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของลูกค้าที่ทยอยเข้ามาต่อเนื่อง อีกทั้งมีลูกค้ารายใหญ่อีก 1 รายจะเปิดตัวโมเดลรถยนต์ใหม่ในช่วงไตรมาส 3/58 ซึ่งจะทำให้ยอดการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้นรวมถึงยังมีคำสั่งผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เข้ามาเสริม ซึ่งคาดว่ายอดขายชิ้นส่วนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของทั้งตลาดในปีนี้จะเพิ่มเป็น 7.1 หมื่นล้านบาทจากปี 57 อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาทอนึ่งล่าสุด PTG ได้รับคัดเลือกจาก MSCI ให้ติดอยู่ใน MSCI Global Small Cap ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 29 พฤษภาคม 58 สะท้อนถึงการให้ความสนใจของนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในหุ้นของพีทีจีเป็นอย่างมาก เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับนักลงทุน ผู้ถือหุ้น ด้านนักลงทุนสัมพันธ์โดยมีการสื่อสารไปถึงนักลงทุนในการเคลื่อนไหวของบริษัทอย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และทั่วถึงกลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดแกว่งในกรอบแคบต่อ หลังจากช่วงเช้าย่อตัวลงทดสอบแนวต้านแรกที่ 1476 แล้วเด้งขึ้นมาได้ นักลงทุนควรใช้ระดับแนวรับที่ได้ให้ไว้ที่ 1476, 1467 เป็นโอกาสเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไร เพื่อไปขายที่แนวต้าน 1486 และ 1492 จุด ส่วนภาพการลงทุนระยะกลางโดยรวมทางเทคนิคยังไม่น่าไว้ใจ สามารถปรับตัวลงต่อได้ ซึ่งวันศุกร์นี้ตลาดอาจจะกลับมากังวลต่อประเด็นการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซอีกครั้ง หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ JAS (รับ 5.60 ต้าน 6.00 Cut 5.40) และ STPI (รับ 16.5 ต้าน 17.3 Cut 16.4)。

Why we can’t expect a stable “two vs one” dynamic this time around.

The Modern China-Russia-US Triangle

In this March 18, 2021, file photo Secretary of State Antony Blinken, second from right, joined by national security adviser Jake Sullivan, right, speaks while facing Chinese Communist Party foreign affairs chief Yang Jiechi, second from left, and China’s State Councilor Wang Yi, left, at the opening session of US-China talks at the Captain Cook Hotel in Anchorage, Alaska.

Credit: Frederic J. Brown via AP

Since the beginning of the Cold War, great power interactions among the United States, China, and Russia/the Soviet Union have always played a predominant role in international relations. For the most part, whether during the years of Sino-Soviet alignment or the historic “Nixon to China” moment, this has involved two sides aligning against the other. Warmer relations between China and Russia in response to the current U.S. policy of strategic competition suggest a continuation of this trend. Upon analyzing the modern configuration of this so-called “triangle,” however, this assessment merits further examination.

As the China-U.S. relationship locks itself into a seemingly irreversible trajectory of strategic competition, “Cold War 2.0” has become a rather popular buzzword. It is important to note, however, that while certain characteristics of modern strategic competition do bear some resemblance to those of the Cold War, this era of globalization means that a long-term global showdown between Washington and Beijing is likely to transpire not in a bipolar order, but a multipolar one, in which complex, intertwined interests among nations will factor into almost every aspect of strategic competition.

In this multipolar order, while more evenly distributed with the rise of the European Union, India, and Japan, among others, power remains heavily concentrated in the hands of a so-called “triangle,” of which the United States and China command two sides, with the third occupied by Russia. Although their demographics and economy are by no means trending toward sustained global power status, Russia’s nuclear arsenal and military might, coupled with an assertive foreign policy and global presence, still guarantee their place at the table, or in this case, in the triangle.

China and Russia Aligned

In recent years, as the U.S. has ratcheted up pressure against each of its perceived strategic competitors, China and Russia have been stepping up bilateral cooperation across multiple domains, while closely working together to offset U.S. pressure, counterbalance U.S. influence in multilateral forums, and rebuke the U.S.-led international order. In fact, just last week, Russian President Vladimir Putin, in a phone call with China’s top diplomat Yang Jiechi during his visit to Russia, exclaimed that relations between the two countries were “the best in history.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This trend has not gone unnoticed among scholars and policymakers, especially in Washington. U.S. officials under both the Trump and Biden administrations have frequently sounded the alarm about closer China-Russia ties. Most recently, the U.S. intelligence community in its “Global Trends 2040” report assessed that China and Russia “are likely to remain aligned” in the future.

But how aligned, exactly?

On the one hand, this China-Russia alignment should not be written off merely as a temporary “marriage of convenience” filled with unresolved distrusts that can easily crumble from within. The comprehensive strategic partnership between China and Russia is based on long-standing framework of cooperation, with a clear strategic objective set out in their 1997 “Joint Declaration on a Multipolar World and the Establishment of a New International Order” and 2001 “Treaty of Good Neighborliness and Friendly Cooperation.” As long as both countries remain at odds with the United States and the West, they will likely maintain enough incentive to overcome issues of the past and jointly push toward a more favorable international order.

On the other hand, this partnership does have its fair share of limitations. Despite sharing a deep disdain for U.S. hegemony and the Western-led international order, China and Russia lack symmetrical interests for natural and sustained cooperation, especially as the disparity between Russia’s low economic complexity and dependence on natural resources relative to China’s diverse and modern economy becomes more evident. A majority of Russia and China’s overlapping economic interests are in energy, due to Russia’s need for a stable market to offset Western sanctions, coupled with China’s growing energy demand and a desire to diversify its energy sources in response to prolonged trade tension with the United States.

It is fair to say, then, that while China and Russia do enjoy an enduring and extensive relationship, the strength of their alignment still hinges quite heavily upon U.S. policies. In fact, the Global Times, a Chinese state-owned newspaper, went as far as to attribute closer China-Russian ties to “the U.S. and its main allies’ suppression of the two countries” in a recent editorial.

But what happens when there is no longer any such “suppression”?

From “Two Against One” to “One Against One Plus One”?

It is important to note that, while both China and Russia have endured their fair share of strains in relations with the U.S., neither has shown the willingness to risk a complete rupture with the world’s only $20 trillion economy. When the time comes, cooperation with the U.S. usually takes precedence. This mindset was clearly in effect around the time the U.S. paved way for China to join the WTO in 2001, or when the Obama-Medvedev administrations pushed toward a “reset” (2009-2011). Back then, China-Russia cooperation seemed to have taken a back seat.

Fast forward to today, and negative domestic sentiment toward China and Russia, as well as perceived threats from both to American supremacy, have firmly locked the U.S. into a path of strategic competition with each of these rivals. That said, being locked in a strategic competition in the context of today’s globalization is fundamentally different from being locked in the zero-sum blocs of the Cold War, where alignment pretty much equated to alliance.

This, along with a lack of resources necessary for full-scale, simultaneous clashes with both China and Russia, explains why the U.S. does not rule out cooperation with its competitors. However, as Beijing currently presents a much more comprehensive and structural challenge to Washington, the Biden administration is prioritizing cooperation with Moscow in areas of mutual interests. Hard-line policies toward Russia remain in place, but they are largely symbolic and designed to appease anti-Russia domestic sentiment. Actual results, such as the extension of the New START, an early phone call between the two presidents, or the recent U.S. decision to waive sanctions for the Nord Stream 2 pipeline, suggest an overarching goal of what U.S. Secretary of State Antony Blinken has described as “a stable and more predictable relationship” with Russia.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Here we’re witnessing an interesting triangular dynamic playing out. While the China-U.S. competition arc is pretty much a lock, both sides are courting Russia. As the United States continues to rally its allies and partners around a rules-based international order that portrays China and Russia as the “bad guys,” China is in a much better position to align with Russia. However, Washington retains its own share of leverage in relations with Russia, most notably a significant influence over allies in Europe – a crucial theater, if not the most crucial theater, of Russian foreign policy.

In other words, the dynamic is not as much “two against one” as it is “one against one (U.S. versus China) plus one (Russia).” Unlike the concrete alliances of the Cold War, modern alignments offer a much greater deal of flexibility, allowing Russia to pick its spots and simultaneously engage with both the U.S. and China, instead of having to stick to one side at a time in the case of China throughout the Cold War.

Looking Ahead: The Constant and the Variable

In the context of sustained globalization coupled with a growing disparity in power between the U.S. and China relative to Russia, this modern configuration of this triangle should persist for years to come. The U.S. and China, superior in total power and locked in a long-term strategic competition, will serve as the “constant.” Russia, meanwhile, will assume the role of the “variable,” seeking not to go toe-to-toe with the other two, but rather to utilize its leverage and manipulate the balance of power to its advantage.

Going forward, while focusing its resources on competing with China, the United States will attempt to stabilize relations with Russia and keep China-Russia engagement at a manageable level, ensuring that the Russian “variable” does not upset the overall balance of power in the triangle, as well as on a global scale. It’s unlikely that there will be a modern “Biden to Moscow” moment anytime soon, but the upcoming Biden-Putin summit in Europe will present an opportunity for Washington to lay out clear terms under which to engage Russia in a way that does not alienate their European allies or suggest any reversal from their overall message.

Similarly, China will continue to prioritize competition with the U.S. while further deepening cooperation with Russia, leveraging a seemingly cordial relationship between their leaders into new alignment of interests bilaterally and coordinated efforts against the U.S. multilaterally, even offering attractive economic incentives to lure Russia closer to their orbit. On the other hand, Beijing will not seek confrontation with Washington, and is likely to pursue cooperation on global issues such as climate change, COVID-19, or nonproliferation.

As for Russia, the key is to maintain its place at the table (or triangle) despite falling behind economically. That means continuing to leverage its “variable” role in triangular interactions, engaging with Beijing and Washington in order to extract concessions from both sides. However, Russia’s innate nationalistic pride, coupled with a severe lack of strategic trust with regard to the other two powers, will continue to limit the scope of future cooperation, especially as it pertains to areas within Russia’s perceived influence such as Central Asia or Eastern Europe.

Global and Regional Implications

Generally speaking, this triangular dynamic of great power competition in the context of globalization presents both opportunities and challenges to the world’s small and middle-sized countries.

If it is properly managed and trends toward a more predictable path with limited confrontation, this triangle should provide a favorable environment for countries outside of it to simultaneously pursue cooperation with each “side” without having to always look over their shoulders in fear of provoking the other(s).

On the other hand, if tension escalates and recent drumbeats regarding a so-called contest of “democracies versus autocracies” continue to take hold, thus breaking the core essence of the triangle and turning competition into an ideological battle, then other countries will be forced into picking sides. Globalization will more than likely prevent this undesirable outcome, but the risks should not be taken lightly.

Among regions, while Europe and the Middle East will continue to be of significant importance to policymakers in China, Russia, and the United States, the Indo-Pacific should emerge as the main theater of great power competition, if it hasn’t already – especially as West-to-East economic and military shifts become more evident.

It is important to point out that the majority of countries in the region have throughout their rich histories become used to being part of armed conflicts between, or in certain cases, against global powers. Though each country has its unique interests, all share a national security priority of maintaining peace. So while big power competition that leads to a more prosperous Indo-Pacific is more than welcome, it should not come at the cost of security and stability.

Therefore, it should be of paramount importance that the triangle operates in sync with regional interests. That means respecting regional mechanisms such as ASEAN, treating countries in the region as true partners of mutual interests instead of geopolitical pawns, and further contributing to peace, security, and prosperity in the region. Should countries in the triangle manage to compete with restraint, to clash while accepting each other’s legitimate interests, and to fight for influence yet also facilitating cooperation for the common good, a new concert of powers might be in the works.

This should be music to the ears of leaders across the region.