Asia Defense | Security | East Asia

drag racing online: How Chinese Unmanned Platforms Could Degrade Taiwan’s Air Defense and Disable a US Navy Carrier

best youtube downloader for iphone,นอกจากนั้น ที่ประชุมประเมินว่าความเสี่ยงจากการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Search for yield) ต่อระบบการเงินยังมีจำกัด แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ ภายใต้สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ความผันผวนในตลาดการเงินไทยซึ่งได้รับผลจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในวงจำกัดตลาดน้ำมันนิวยอร์กได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่แล้วจะลดลงราว 1.3-1.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ส่วนสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ลดลง 2.7 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 467.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 และเป็นการลดลงติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 2014 ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน เพิ่มขึ้น 112,000 บาร์เรล สู่ระดับ 58.1 ล้านบาร์เรลทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 58 บริษัทมียอดขายที่ดินที่เซ็นสัญญาลูกค้าไปแล้วราว 300-400 ไร่ จากเป้ามายทั้งปีกว่า 1,000 ไร่ใกล้เคียงปี 57 แต่เชื่อว่ายอดขายที่ดินครึ่งปีหลังจะหวือหวากว่าครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นตามปกติในช่วงไตรมาส 3-4 ของทุกปีที่มักจะมียอดขายที่ดินจะสูงกว่าไตรมาส 1-2,ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ทางด่วนยังมีแนวโน้มในทางบวกด้วยอัตราการเติบโตในระดับปานกลาง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัยไปยังเขตปริมณฑลและการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ที่จดทะเบียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ค่าผ่านทางของบริษัทจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ประมาณ 3%-5% ต่อไปในระหว่างปี 2558-2560 การเปิดใช้ทางด่วนส่วน SOE ในช่วงปลายปี 2559 จะช่วยให้รายได้ของบริษัทเติบโตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าความสามารถในการทำกำไรของทางด่วนเส้นใหม่ยังมีไม่มากนักในระยะแรกเพราะต้องใช้เวลาในการเพิ่มการจราจรบนเส้นทาง จากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ บริษัทได้รับ การคาดหมายให้มีเงินทุนจากการดำเนินงานที่อย่างน้อย 6,000 ล้านบาทต่อปีในปี 2558-2560 ซึ่งทริสเรทติ้งเชื่อว่าเพียงพอสำหรับภาระหนี้และการลงทุนตามแผนของบริษัทขณะที่สื่อต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลกรีซอาจจะยื่นแผนการปฏิรูปด้านการคลังฉบับล่าสุดให้กับกลุ่มเจ้าหนี้ในกรุงบรัสเซลส์วันนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับรัฐบาลของประเทศอื่นๆในยูโรโซน ก่อนที่การประชุมฉุกเฉินซึ่งจัดโดยสหภาพยุโรป (EU) จะมีขึ้นในวันนี้เช่นกัน การเสนอขายหุ้นไอพีโอกับนักลงทุนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับ HPT ที่จะสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไปในอนาคต โดยเงินระดมทุนที่ได้บริษัทจะนำไปใช้ปรับปรุงสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รองรับการเติบโตของตลาดและคำสั่งซื้อในอนาคต อีกทั้งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสามารถในการทำกำไรสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัทเป็นผลจากการเติบโตที่สม่ำเสมอของปริมาณการจราจรบนเครือข่ายทางด่วนของบริษัท ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ปริมาณจราจรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี ส่วนในปี 2557 ปริมาณจราจรบนทางด่วนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองตลอดจนภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลง ปริมาณจราจรบนทางด่วนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.104 ล้านเที่ยวต่อวันในปี 2557 เทียบกับ 1.100 ล้านเที่ยวต่อวันในปี 2556 อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นค่าผ่านทางในช่วงปลายปี 2556 ส่งผลให้รายได้ค่าผ่านทางเฉลี่ยต่อวันเติบโต 5.6% ในปี 2557 เป็น 23.3 ล้านบาทต่อวัน สำหรับ 5 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทรายงานปริมาณจราจรบนทางด่วนโดยเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 1.130 ล้านเที่ยวต่อวันหลังจากปัญหาทางการเมืองสงบลงและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ในขณะเดียวกัน รายได้ค่าผ่านทางเฉลี่ยต่อวันก็เติบโต 6.1% เป็น 23.9 ล้านบาทขณะที่พรอสเพค เป็นผู้ดำเนินธุรกิจการพัฒนาอาคารโรงงานและคลังสินค้าให้เช่า ซึ่งพัฒนาทั้งอาคารคลังสินค้าและโรงงานสำเร็จ (Ready built) และสั่งสร้างตามความต้องการของลูกค้า (built-to-suit) รวมถึงการขายสิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว ในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน (BFTZ) เพื่อรองรับนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมเบาทั้งนี้ การแก้ไขข้อกำหนดว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ และผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิ AJP-W1 ดังกล่าวเป็นไปเพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ในการประกอบกิจการของบริษัท และเพื่อให้บริษัทมีเงินทุนรองรับในการขยายการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคตโดยโครงการโซลาร์รูฟท็อปดังกล่าว ได้เปิดรับซื้อใหม่เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา จำนวน 78.63 เมกะวัตต์ พบว่าประชาชนยังให้ความสนใจไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะในส่วนของกฟน. ปัจจุบันมียอดขอติดตั้งเพียง 4.9 เมกะวัตต์เท่านั้น จากเป้าที่ตั้งไว้ที่ 35.69 เมกะวัตต์ ซึ่งยังเหลือโควตาที่ยังสามารถรับได้อีกมาก ส่วนทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) มียอดขอติดตั้งแล้ว 31.66 เมกะวัตต์ นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ เสนอชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมาให้พิจารณาตัดสิน 2 รายชื่อ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกทั้งคู่ โดยขณะนี้ตนเองอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป ,อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 ธุรกิจมีความสามารถที่จะชำระหนี้ของตนเองได้ ฐานะการเงินของบริษัทใหม่จะสามารถสนับสนุนโครงการลงทุนทั้งทางด่วนส่วน SOE และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ทั้งนี้ การรวมธุรกิจทางด่วนและรถไฟฟ้าใต้ดินจะช่วยให้บริษัทรักษาระดับผลประกอบการให้สม่ำเสมอได้ในขณะที่อายุสัมปทานของทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A B และ C กำลังจะหมดลง อันดับเครดิตของบริษัทใหม่จะขึ้นอยู่กับทิศทางการดำเนินงานและโครงสร้างของบริษัท ปัจจัยกังวลในการควบบริษัทคือทั้ง 2 บริษัทต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและจากเจ้าหนี้ของทั้ง 2 บริษัทเสียก่อน โดยในส่วนของเจ้าหนี้นั้น บริษัทได้จัดเตรียมวงเงินเอาไว้รองรับการไถ่ถอนหนี้คืนอย่างเพียงพอแล้ว ต้องยกให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้มาตรฐานการคัดกรองคน ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ ซึ่งสามารถทำได้ดี เห็นได้จากการคัดกรองคนที่สนามบิน จนมาถึงการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสในโรงพยาบาล ยืนยันว่าในแง่ของการลงทุนในหุ้นไม่มีผลกระทบ แต่น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัดมากกว่า นางเกศรา กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALIณ เวลา 11.12น. ราคาอยู่ที่ 19.10 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.06% สูงสุดที่ 19.30 บาท ต่ำสุดที่ 19 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 237.29 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.14%KBANK มูลค่าการซื้อขาย 972.89 ล้านบาท ปิดที่ 198.50 บาท ลดลง 1.50 บาท, UPA เผยโรงไฟฟ้าอันดามันเพาเวอร์ในพม่าเริ่มจ่ายไฟสู่สาธารณะแล้ว、ธุรกิจ : ผลิตและจำหน่ายยางรถจักรยานยนต์ภายใต้ตราสินค้า ND Rubber จำหน่ายแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์และรถยนต์Energy: ฟื้นตัวที่บริเวณแนวรับสำคัญของกรอบแนวโน้มขาขึ้นที่ 19800 แต่ถ้าสามารถทะลุผ่านแนวต้านที่ 20000 ขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 20300 และ 21000 สมาคมแลกเปลี่ยนทองคำและเงินของจีน เปิดเผยว่า ราคาทองคำที่ตลาดฮ่องกงปรับตัวลง 30 ดอลลาร์ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 11,060 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตำลึง เทียบเท่ากับ 1,196.39 ดอลลาร์สหรัฐ/ทรอยออนซ์ ลดลง 3.25 ดอลลาร์สหรัฐ ที่อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด 1 ดอลลาร์สหรัฐ/ 7.76 ดอลลาร์ฮ่องกง。

UPA ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะดีดตัวทะลุกรอบ Sideways ขึ้นไปได้ พร้อมปริมาณการซื้อขายสูงสนับสนุน เครื่องมือ DI+ ตัด DI- ขึ้น เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่บริเวณ 2.90 บาท และเป้าหมายถัดไปที่ 3.04 บาทบริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ระบุว่า ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 278 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ได้มีมติให้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรองรับการเติบโตจากการขยายธุรกิจ ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558ส่วนปัจจัยลบในประเทศเรื่องโรคไวรัสเมอร์สเริ่มคลี่คลายลง หากวันที่ 2 ก.ค.นี้ ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มจะสามารถประกาศได้ว่าไทยปราศจากโรคไวรัสเมอร์ส นอกจากนี้ ตลาดน่าจะมีการเก็งการทำ Window Dressing ก่อนปิดงบฯไตรมาส 2/58 ด้านตลาดภูมิภาควันนี้ส่วนใหญ่แกว่งตัวในแดนบวกราว 0.3-1% แต่ตลาดในกลุ่ม TIP ติดลบ、 การโรดโชว์หุ้น HPT ใน 10 จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ หาดใหญ่ ราชบุรี และกรุงเทพฯ มีกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก นักลงทุนในทุกจังหวัดแสดงความสนใจจองซื้อหุ้นไอพีโอของ HPT เป็นจำนวนมาก ผู้บริหารของ HPT และ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอ่อนตัวลงซึ่งสะท้อนภาระหนี้ที่สูงขึ้นจากการลงทุนในโครงการ SOE ณ เดือนมีนาคม 2558 บริษัทมีหนี้สินรวม 30,513 ล้านบาท โดยมีเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนเท่ากับ 57.9% ความสามาถในการทำกำไรของบริษัทหนุนสภาพคล่องของบริษัทให้อยู่ในระดับดี บริษัทมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ 20% (ปรับให้เป็นตัวเลขเต็มปีโดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน) ในไตรมาสแรกของปี 2558 ในขณะที่มีอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 11.3 เท่า, เป้าหมายทางกลยุทธ์ระยะสั้นที่ 4.26 ตัดขาดทุนที่ 4.06 บาทประเด็นข่าว : ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้และแปรรูปไม้ยางพารา,รวมทั้งการพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สในประเทศไทย และความกังวลของต่างชาติว่าจะมีการระบาดเหมือนกับในเกาหลี ทำให้กระทบต่อตลาดหุ้นไทยเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน และน่าจะส่งผลกระทบในเชิงลบไปอีกระยะทั้งต่อตลาดหุ้นและการท่องเที่ยวในไทย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางค่อนข้างมาก ทำให้ต่างชาติมีความกังวลเรื่องการระบาดของโรค แต่โดยรวมแล้วมั่นใจว่าด้วยระบบการแพทย์ของไทยที่ทันสมัย และการที่เราได้รับบทเรียนจากเกาหลีน่าจะทำให้ไทยมีมาตรฐานการป้องกันการระบาดของโรคได้อย่างดี、ผล บอล เ、โดยมี บริษัท มิลล์คอน สตีล ไพพ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเหล็กท่อ สัดส่วนการถือหุ้นบริษัทถือหุ้น 99.99% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด , APCS แจงอยู่ระหว่างวางแผนงานในอนาคต ยันไม่รู้สาเหตุหุ้นขึ้นแรงแนวรับ 1.18-1.20 บาทโดยให้บริการในสิ่งที่จำเป็นและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเพื่อความเป็นอยู่ของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งจัดกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยสร้างความมั่นใจรวมทั้งผลักดันให้พนักงานมีคุณภาพเพื่อเป็นรากฐานที่ดีในการทำงานGFM15:19030, GFQ15:19100 ปรับตัวลดลงมาทดสอบแนวรับที่ 19000 และ 19100 จากการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ แต่เราแนะนำให้รอกลับเข้าไป Open Long ใน GFM15 และ GFQ15 หลังจากทะลุผ่านแนวต้านที่ 19000-19100 ขึ้นมาได้ เนื่องจากทิศทางราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ US$1230 และมีแนวต้านสำคัญที่ 19500。 เงินบาทเปิด 33.65/66 จับตาประชุมฉุกเฉิน EU กรณีหนี้กรีซวันนี้ CK เพิ่มเป้ารายได้ปีนี้แตะ 4 หมื่นลบ.หลังรายได้ในครึ่งปีแรกอยู่ในทิศทางที่ดีทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรของทริส เรทติ้งในระดับ BBB+ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ TTA ได้เป็นอย่างดีโดยยืนยันไทยแอร์เอเชียพร้อมให้บริการทุกเที่ยวบินตามปกติ และยังเดินหน้ารับเครื่องบินใหม่ในปลายปีอีก 2 ลำจนครบ 45 ลำภายในปีนี้ พร้อมจะขยายเส้นทางบินช่วงครึ่งปีหลังตามแผนเดิม โดยจะเปิดเส้นทางใหม่ระหว่างประเทศเพิ่มเติมแน่นอน。

A fictional war scenario showcases how emerging technological capabilities could be used in a future Sino-U.S. military confrontation over Taiwan.

How Chinese Unmanned Platforms Could Degrade Taiwan’s Air Defense and Disable a US Navy Carrier

In this Oct. 1, 2009 file photo, a truck loaded with the Chinese made drone, the ASN-207, takes part in a military parade marking China’s 60th anniversary held near Tiananmen Square in Beijing.

Credit: AP Photo/Vincent Thian, File

The question as to whether Taiwan can or should be defended by the United States in the event of Chinese military aggression has caused considerable debate in recent months within the U.S. defense and foreign policy communities. Discussions on this subject have been made more difficult as a result of emerging military technologies, especially in artificial intelligence (AI), cyber, robotics, and hypersonic systems, and questions about how they will impact both the quantitative and qualitative cross-strait military balance between China and Taiwan, as well as between China and the United States.

To help better understand the potential impact of these technologies on military power in East Asia, this short article aims to present a distinct scenario involving possible future military conflict between the United States and China over Taiwan in 2030. The scenario discussed below involves the Chinese People’s Liberation Army’s (PLA) employment of unmanned-aerial-vehicle (UAV) swarms to degrade Taiwanese air-defense systems, and unmanned underwater vehicles (UUVs) to target a U.S. Navy carrier strike group (CSG) in the Philippine Sea. The fictitious scenario in 2030 describes the emerging technological capabilities alongside novel operating concepts and highlights the role of senior decision-makers in determining the character of future conflict. A second section of the article aims to analyze the emerging technological capabilities’ current state of development in China. It should be understood that the scenarios are meant to be illustrative of emerging technological capabilities, operational concepts and leadership choices rather than resolving real political problems or predicting the character and place of actual warfighting in the 2030s.

2030 Scenario: Chinese Unmanned Platforms Degrading Taiwanese Air Defenses and Disabling a U.S. Navy Carrier

The chief of the Joint Staff Department of China’s Central Military Commission was pleased. For the past decade, the chief had been advocating for the more aggressive use of unmanned platforms, both in the air and at sea, but had faced an uphill battle against the “traditionalists,” who insisted that manned aircraft and ships should continue to take the lead in offensive operations. Now, on the third day of China’s war with Taiwan and the United States, the chief’s push for unmanned platforms appeared vindicated because of the almost simultaneous messages received at their headquarters: People’s Liberation Army Air Force (PLAAF) UAVs and People’s Liberation Army Navy (PLAN) UUVs had succeeded, respectively, in knocking out Taiwanese medium- to long-range air defenses and putting the United States’ Ford-class carrier, USS Enterprise, out of action in the Philippine Sea.

The PLAAF had unleashed almost 200 upgraded variants of the GJ-11 unmanned combat aerial vehicle (UCAV), variously fitted with ISR, electronic warfare, and weapon payloads, against Taiwan’s 40 medium- and long-range air-defense batteries. This was the last stage of the PLAAF’s “suppression of enemy air defense” operating concept, adopted in 2028. The UCAV attack was preceded by coordinated ballistic missile and cruise missile attacks, including the use of hypersonic missiles, against Taiwanese command-and-control nodes, and offensive cyber operations that temporarily degraded Taiwanese radar space-based ISR satellite systems.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The Joint Staff Department chief had pushed for the Hongdu GJ-11 and other equivalent UCAVs to enter serial production in 2022, as well as for the opening of a second GJ-11 production line under the 15th Five-Year Plan, in order to reach the goal of 200 operational long-range UCAVs by 2030. These “dispensable” platforms had now proved their worth. Multiple swarms of roughly a dozen UCAVs each ? with each swarm controlled by a single PLAAF operator via satellite links ? attacked all of Taiwan’s surviving MIM-104 Patriot, MIM-23 Hawk, and Tien Kung II and III SAM missile companies.

The more sensational news, however, came from the Philippine Sea, where the USS Enterprise had been put out of action by a swarm of armed UUVs – converted semi-autonomous Yu-9 heavy- weight torpedoes, fitted with AI-enabled sensors – launched from two PLAN Type-093A (Shang II) nuclear-powered attack submarines (SSN). Each SSN had launched over a dozen UUVs well beyond the sensor ranges of the Enterprise Carrier Strike Group (CSG) CSG escort vessels and aircraft. The UUVs were programmed to loiter in the projected transit routes of the CSG in the Philippine Sea, based on data provided by a web of seabed sensors and prepositioned communication buoys planted by the PLAN over the previous decade along the sea approaches to Taiwan.

The chief of the Joint Staff Department had been a strong advocate of “smart minefield” operating concepts, consisting of submarine-launched UUVs loitering for weeks in target areas or in shallower waters sinking to the seabed to await activation, and then ? upon receiving a strike order ? attacking their targets in swarms. To expedite their deployment, the chief had advocated conversion of existing weapons systems – Yu-9 heavyweight torpedoes – into UUVs. Such a UUV swarm had penetrated the CSG’s layered defenses, overwhelming its kinetic and non-kinetic anti-UUV defenses, with two UUVs sinking an Arleigh Burke-class guided-missile destroyer, and two other UUVs hitting and disabling the Enterprise’s four 30-tonne propellers, thereby rendering the carrier hors de combat. While the U.S. Navy had developed countermeasures that might have been expected to defeat the reconfigured torpedoes, the PLA had scored a massive espionage coup against the private U.S. corporation developing the countermeasures package, and was able to neutralize it.

State of Emerging-Technology Developments in 2021: Chinese UAVs

China’s 2019 defense white paper emphasized that “there is a prevailing trend to develop long-range precision, intelligent, stealthy or unmanned weaponry or equipment.” However, UAV swarm technology – defined as a team of drones operating collectively, interacting with each other and working toward a common goal – remains at an embryonic stage of development and is unlikely to affect the battlefield substantially in the near term. China has been developing and producing both unarmed ISR and armed UAVs for two decades. A 2018 paper by the Beijing Joint Armaments Technology Academy on UAV System Development set the specific goal for China’s defense industry to become a global leader in military UAV technology by 2035. China’s 14th Five-Year Plan (2021-25) also emphasizes the development of new UAV capabilities and technology.

In September 2020, China tested a large “suicide drone” formation of up to 200 UAVs in a simulated combat environment. The UAVs (resembling the CH-901 loitering munition) were deployed by the China Academy of Electronics and Information Technology from an array of tubular launchers. Similar tests were carried out in 2017, involving over 100 UAVs undertaking reconnaissance duties in synchronization. China reportedly intends to deploy UAV swarms from warships, ground vehicles, helicopters, and bombers. Institute for International Strategic Studies (IISS) research indicates that China’s defense industry is developing or producing more than 20 different UAV/UCAV variants, with at least 15 of these capable of reaching and operating over Taiwan from the Chinese mainland. The GJ-11, the stealth UCAV mentioned in the 2030 scenario, has reportedly been undergoing testing and evaluation with the UAV testing unit of the PLAAF, 178th Brigade, at Malan airfield in Xinjiang province in western China.

Current UAV development in China and PLA writing on the use of UAVs in future conflict together suggest that the PLA is considering using UAVs for a wide range of missions, including ISR, airborne early warning, strike, loyal wingman (involving a semi-autonomous/autonomous UAV supporting manned aircraft), and cyber and electronic warfare roles. Chinese PLA writing has focused especially on the offensive use of UAV swarms. According to an analysis by two Chinese military strategists, UAV swarms can carry out “omnidirectional defense penetration” and execute multidirectional, saturated combined attacks that may produce cyber, electronic and kinetic effects.

State of Emerging-Technology Developments in 2021: Chinese UUVs

There is little publicly available information on Chinese military UUV programs. In 2019, for the first time the PLAN revealed a UUV, designated HSU001 and apparently tailored for underwater ISR missions. However, HSU001 could also carry armed payloads. While the Yu-9 torpedoes might seem an unlikely candidate for inclusion in this category, there is a trend toward electronic propulsion in torpedoes, which would provide longer range and endurance, making them more UUV-like and more capable of a long-term, loitering-munition (i.e., mine) deployment.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Technical challenges to the successful deployment of UUVs and UUV swarms are manifold. For instance, it is necessary to overcome a host of communication and navigation challenges in order to deploy offensive UUVs against surface warships. Acoustic underwater transmission suffers from latency and low bandwidth and is also highly detectable by an adversary, while optical communication is limited to short ranges. It is also still unclear to what degree AI-enabled operating systems could effectively coordinate UUV swarms in a highly complex operating environment without human supervision. Current battery technology would also make the kind of extensive UUV deployments envisaged in the 2030 scenario very difficult. PLAN UUV development overall appears to still lag behind efforts in the U.S. and other Western countries.

China’s expanding unmanned ocean network, as well as its recent deployment of various autonomous underwater gliders, appears to confirm the PLA’s growing interest in unmanned platforms. Besides China’s ongoing oceanographic activities, the PLAN’s traditional emphasis on mine warfare ? a means to offset Western naval superiority asymmetrically ? may offer insights into future PLAN UUV operating concepts and doctrine. While in Western navies, discussions around the deployment of UUVs have focused on ISR, anti-submarine warfare, mine countermeasures, and logistics, the PLAN could adopt a more kinetic approach by accelerating the R&D of ways to convert existing heavyweight torpedoes into “smart weapons,” which could form the nucleus of autonomous minefields by 2030. The PLAN is likely closely following the discussion outside China about the combined operations of UUVs and crewed sub-surface assets. As early as 2020, the United States had declared that its sub-surface combat capability could not be reliably assessed simply by looking at its submarine count.

In addressing the military challenges of use of force against Taiwan, the PLA has always paid most attention to disabling U.S. CSGs. Since China’s most important military objective is early success in a military campaign against Taiwan ? and its most important targets in this campaign would be U.S. CSGs ? this mission set could well be the most likely to produce strategic surprise with regard to the development of new weapons and associated tactics from the PLA. Advancements in acoustic communications, navigation, and autonomy are accelerating, with new capabilities coming online all the time.

Conclusion

The scenario explored in this article illustrates two main points. First, it underlines the importance of various interacting factors that will shape the outcome of future military conflict, including personal initiative by military or political leaders; novel operating concepts and doctrine; flexible force structure; and new technological capabilities. Second, as a corollary, the scenario aims to challenge any technological determinist narrative on future conflict. Being a technological leader in 4IR technologies will not automatically translate into military success in the future battlespace. In fact, overreliance and trust in technological superiority at the expense of the aforementioned factors may prove to have the opposite effect.

Lastly, a word of caution is necessary. The historical track record of trying to predict the character of future war is poor, with only a handful of examples where military planners “got it right.” It is quite possible that the scenario described above will not transpire during the current decade. Nevertheless, there is still value in trying to forecast future events based on fictitious scenarios. As Lawrence Freedman put it in his book, “The Future of War: A History”: “These works of imagination will often have value in helping to clarify the choices that need to be faced and at times will even turn out to have been prescient. For that reason, many will deserve to be taken seriously. They should all, however, be treated skeptically.”

This article has been adapted from a chapter in the 2021 Regional Security Assessment, which is published annually by IISS.